วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สะพานพุทธ


สะพานพระพุทธยอดฟ้า

ภาพสะพานพระพุทธยอดฟ้า จากตราไปรษณียากรณ์ชุดสะพาน
สะพานพระพุทธยอดฟ้า (อังกฤษPhra Phuttha Yodfa Bridge) หรือชื่ออย่างเป็นทางการ สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (อังกฤษMemorial Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่เชื่อมการคมนาคมติดต่อระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีของกรุงเทพมหานคร ที่ปลายถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กับปลายถนนประชาธิปก แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี ปัจจุบันสะพานแห่งนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท
สะพานพระพุทธยอดฟ้า เป็นสะพานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อปี พ.ศ. 2472 เนื่องในโอกาสสถาปนากรุงเทพมหานครครบ 150 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ด้วยพระราชดำริที่จะสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ถึงความรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร โดยมีพระราชดำริว่าควรสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมจังหวัดพระนครกับธนบุรีเข้าด้วยกัน เพื่อให้การคมนาคมติดต่อสะดวก ทั้งยังเป็นการขยายพระนครอีกด้วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้คิดแบบพระบรมราชานุสาวรีย์ และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นประกอบกันเป็นปฐมบรมราชานุสรณ์ที่ปลายถนนตรีเพชร ถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 2 ถัดจากสะพานพระราม 6 ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6

[แก้]ประวัติ

ภาพสะพานพระพุทธยอดฟ้าในอดีต
โครงการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และสะพานได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ (ต่อมาเป็นกรมพระยา) อุปนายกราชบัณฑิตยสภา ซึ่งทรงอำนวยการแผนกศิลปกรรมคิดแบบอย่างเป็นพระบรมรูปทรงเครื่องขัตติยาภรณ์เสด็จประทับเหนือพระราชบัลลังก์และหล่อด้วยทองสำริด ขนาดสูงตั้งแต่ฐานถึงยอด 4.60 เมตร ฐานกว้าง 2.30 เมตร ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน (ต่อมาคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน) เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ทรงเป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยได้เลือกแบบของบริษัทดอรแมนลอง ประเทศอังกฤษ และสร้างเป็นสะพานเหล็กยาว 229.76 เมตร กว้าง 16.68 เมตร ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ 7.50 เมตร และอาจยกตอนกลางขึ้นด้วยแรงไฟฟ้า เปิดช่องกว้าง 60 เมตรเพื่อให้เรือใหญ่ผ่านได้สะดวก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์สร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 และโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสะพานว่า สะพานพระพุทธยอดฟ้า
รัฐบาลได้ประมาณการงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ไว้เป็นจำนวน 4,000,000 บาทพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง รัฐบาลส่วนหนึ่ง ส่วนอีกจำนวนหนึ่งนั้นทรงพระราชดำริว่าควรบอกบุญเรี่ยไรประชาชน เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475

[แก้]ปัจจุบัน

ไฟล์:BhudNight.jpg
จากสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในอดีต ปัจจุบันสะพานพุทธ (ฝั่งพระนคร) ในช่วงกลางคืนกลายเป็นหนึ่งในแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังของกรุงเทพฯ
ในปัจจุบัน นอกจากสะพานพระพุทธยอดฟ้าจะเป็นที่ประดิษฐานปฐมบรมราชานุสรณ์แล้ว ยังมีลานสาธารณะให้คนมาใช้พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นลานกีฬาของเด็กนักเรียนในย่านนั้นด้วย ทั้งฟุตบอลและสเกตบอร์ด ก็จะมีให้เห็นทุกวันในช่วงเย็นหลังโรงเรียนเลิก
นอกจากนี้ ในยามค่ำคืนพื้นที่ใต้สะพานพระพุทธยอดฟ้าและสะพานพระปกเกล้าในปัจจุบัน ในยามค่ำประมาณ 18 นาฬิกาเป็นต้นไปจนถึง 23 นาฬิกาโดยประมาณ จะเป็นตลาดนัดยามค่ำคืน ที่มีสินค้าแฟชั่นหลากหลาย โดยเฉพาะสินค้ามือสอง อาทิ เสื้อ กางเกง กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ อีกทั้งยังมีศิลปินอิสระ ส่วนมากเป็นนักศึกษาเพาะช่าง มารับวาดภาพและขายภาพวาดด้วย ด้วยราคาที่แสนถูก ประกอบกับรูปแบบที่กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่น ทำให้ตลาดสะพานพุทธในปัจจุบันคลาคล่ำด้วยวัยรุ่นจำนวนมากทุกค่ำคืน
ตลาดนัดสะพานพุทธเปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันท

สวนสัตว์เขาเขียว


สวนสัตว์เขาเขียว


          สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นสวนสัตว์เปิดแห่งเดียวในประเทศไทยที่เลี้ยงสัตว์นานาพันธุ์กว่า 300 ชนิด จำนวนมากถึง 8,000 ตัว บนพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว – เขาชมภู่ จังหวัดชลบุรี มีบทบาทในการสร้างความสมดุลทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมเสือนานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัย การอนุรักษ์สัตว์ป่าและธรรมชาติ

ตั้งอยู่เลขที่ 
หมู่ที่ 7 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
โทร. (038) 298-195, (038) 298-189

เวลาทำการ 08.00-18.00 น. ทุกวัน

อัตราค่าเข้าชม

  • ผู้ใหญ่ 50 บาท
  • นักเรียน 30 บาท
  • เด็กเล็ก 15 บาท
บริการทั่วไป
  • รถไฟเล็ก
  • จักรยานนาวา
  • ร้านขายของที่ระลึก
  • ร้านอาหาร
การเดินทาง

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว มีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 130 กม. จากถนนสายบางนา-ตราดมีทางแยกที่สามารถเข้าถึงสวนสัตว์เปิดเขาเขียวได้ 3 ทาง
1. ทางตลาดหนองมน ตรงทางแยกเข้าสถานีพัฒนาที่ดินข้างธนาคารกสิกรไทย มาผ่านทางสนามกอล์ฟบางพระถึงสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ระยะทาง 24 กม.
2. ที่ตลาดบางพระ ตรงทางแยกเข้าสนามกอล์ฟบางพระถึงสวนสัตว์เปิดเขาเขียวระยะทางประมาณ 18 กม.
3. ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) มีทางแยกเข้ามาถึงสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ระยะทางประมาณ 7 กม.
4. ทางแยกเข้าอ่างเก็บน้ำบางพระ ตรงข้ามกับวัดเขาพระบาทระยะทางประมาณ 19 กม.
5. ถนนจากปากทางแยกทั้ง 4 แห่ง จนถึงสวนสัตว์เปิดเขาเขียวเป็นถนนลาดยางตลอดทาง มีป้ายบอกทางเข้าสวนสัตว์เปิดเขาเขียวทุกระยะ

สิ่งที่น่าสนใจ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 
กรงนกใหญ่ พบกับนกนานาชนิดนับพันตัวกับชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติบนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ ชมไก่ฟ้าหายากหลายชนิด นกยูงและนกสวยงามจากต่าง ประเทศนานาชนิด

การแสดงความสามารถของสัตว์ เพื่อสาธิตให้น้องๆ ทราบถึงพฤติกรรม ความเป็นอยู่ของสัตว์ป่าในทางนิเวศวิทยา ตลอดจนความสำคัญของสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ในธรรมชาติ พร้อมให้ผู้ชมได้สัมผัสกับสัตว์อย่างใกล้ชิดและร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับดารานักแสดงดาวเด่นอาทิ ชิมแปนซี มาคอว์ เหยี่ยว นาก ฯลฯ

เวลาการแสดง:
จันทร์-ศุกร์    11.00 น. 14.00 น. 15.00 น.
เสาร์-อาทิตย์  11.00 น. 14.00 น. 15.00 น. 16.00 น.

อัตราค่าเข้าชม 
ผู้ใหญ่    20   บาท
                           เด็ก        10   บาท

สวนละมั่ง ละมั่งเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิดของไทยที่เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ปลอดภัย อิ่มใจ กับการให้อาหารด้วยตัวท่านเอง สร้างความสุขได้ทั้งครอบครัว
ไนท์ ซาฟารี เปิดมิติมหัศจรรย์กับการชมพฤติกรรมสัตว์ป่าในเวลากลางคืน นำชมโดยขบวนรถพ่วง (Auto Tram) ที่ทันสมัย ปลอดภัย ท่านจะได้พบสัตว์ป่าต่างๆ เช่น สมเสร็จ วัวแดง ช้าง ม้าลาย ลามา ยีราฟ นกอีมู ฯลฯ เป็นระยะทางราว 3.5 กม.

ศูนย์เสือ ตื่นตาตื่นใจไปกับ “หุบเสือป่า” สถานที่จัดแสดงพันธุ์แมวป่าแบบจำลองทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไท

วัดวังมะนาว

 วัดวังมะนาว เป็นวัดที่มีอุโบสถเป็นเจดีย์ปัจจุบันมีการลงสีทองเหลืองอร่ามสะดุดตาผู้เดินทางสัญจรไป-มาบริเวณแยกวังมะนาว หลายๆ ครั้งที่ผ่านวัดแห่งนี้ได้แต่คิดว่าจะจอดรถเก็บภาพสวยๆ แบบนี้ให้ได้ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงแล้วครับ
    อุโบสถวัดวังมะนาวเมื่อ 2 ปี ก่อน สำหรับภาพทริปนี้อยู่ในช่วงปี 2551 ก่อนจะมีการบูรณะลงสีใหม่ เจดีย์องค์นี้เคยเป็นสีขาวอย่างที่เห็น รอบๆ มีลานจอดรถกว้างขวางรองรับรถได้จำนวนมาก
อุโบสถวัดวังมะนาวมุมใกล้
    อุโบสถวัดวังมะนาวมุมใกล้ หลังจากหาที่จอดรถได้แล้วก็เข้าไปนมัสการพระภายในโบสถ์
ยักษ์ทวารบาลรอบอุโบสถ
    ยักษ์ทวารบาลรอบอุโบสถ 
พระประธานในอุโบสถ
    พระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยพร้อมพระอัครสาวก ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสวยงามรอบด้าน
จิตรกรรมฝาผนังวัดวังมะนาว
    จิตรกรรมฝาผนังวัดวังมะนาว แต่ละภาพนอกจากสีสันสวยงาม ลายเส้นปราณีตแล้วยังมีเนื้อหาของภาพบรรยายไว้ใต้ภาพ
ประตูอุโบสถ
    ประตูอุโบสถ ช่องประตูเป็นแบบเดียวกันทุกด้าน
ประตูอุโบสถ
    ประตูอุโบสถ แสงภายนอกส่องเข้ามาสว่างมากในเวลาที่อยู่ภายใน มองออกไปเห็นทุ่งนาเขียวขจีในฤดูทำนา แต่ด้วยสภาพแสงแบบนี้จึงไม่อาจถ่ายให้เห็นทุ่งนาได้
ภาพครอบครัว
    ภาพครอบครัว ประกอบด้วยคุณแม่และหลาน เพียงไม่นานในการนั่งรถจากบ้านไปวัดวังมะนาวก็ทำให้คุณแม่ที่ได้ไหว้พระในวันแม่มีความสุขแล้ว
พระครูประดิษฐนวการ
    พระครูประดิษฐนวการ พระครูประดิษฐนวการ หรือหลวงพ่อบุญ อิสสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดวังมะนาว
วิหารประดิษฐ์วังมงคล
    วิหารประดิษฐ์วังมงคล ด้านหน้าประดิษฐานพระสิวลี ที่มีชาวบ้านศรัทธาเรื่องโชคลาภ

เขื่อนป่าสัก ,เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

เขื่อนป่าสัก ,เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://province.prd.go.th/  
 นับจากอดีตมาแล้วที่ผู้คนสองฟากฝั่งลุ่มน้ำป่าสักได้ใช้ประโยชน์ ในการ ดำรงชีวิต จากลำน้ำแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคนจากต้นกำเนิดทางหุบเขาแถบจังหวัดเลย ไหลเรื่อยผ่านป่าใหญ่และทุ่งกว้างลักษณะแคบเรียวยาว สู่เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี และ มาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยุธยานับความยาวได้ประมาณ 513 กิโลเมตรปริมาณน้ำที่เอ่อล้นในบางฤดูของปีหรือบางครั้งลดแห้งจนมองเห็นเนินทราย นับเฉลี่ยได้ประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีบนพื้นที่ลุ่มน้ำกว่า 14,520 ตารางกิโลเมตร นับว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 13ในจำนวน 25 ลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการช่วยเหลือราษฎรที่อยู่ในแถบลุ่มน้ำป่าสักที่ต้องเผชิญกับปัญหาความแห้งแล้ง ขาดน้ำเพื่อการเกษตรในบางปี และในบางปีต้องประสบกับอุทกภัย ยังความเดือดร้อนสู่ราษฎรนับ จากลุ่มน้ำป่าสักไปจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก 
เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมได้เริ่มฉายชัดขึ้นที่ละน้อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำริเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2532 ให้กรมชลประทานดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสักอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูกและเพื่อบรรเทาปัญหา อุทกภัยที่เกิดขึ้นโดย กรมชลประทานได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาให้ศึกษาความ เหมาะสม และผลกระทบถึงสิ่งแวดล้อมรวมทั้งแผนปฏิบัติการการแก้ไขและ พัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ  อันเนื่องมาจากพะราชดำริ เป็นแกนกลางในการดำเนินงานและสนับสนุนประมาณต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระราชดำรัส เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พุทธศักราช 2536 เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทาน ว่า “หากเริ่มดำเนินการ ตั้งแต่ปัจจุบันจะช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่ประชาชนประสบได้ในอนาคต ประชาชนจะไม่ได้รับความเดือดร้อน จากการขาด แคลนน้ำ โครงการดังกล่าว คือ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง ที่แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำนครนายก “ โดยเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบ ให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ดำเนินงานโครงการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสัก ซึ่งทางกรมชลประทานได้เริ่ม ทำการก่อสร้างเขื่อนตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2537 เป็นต้นมา
การก่อสร้างเขื่อนป่าสักเริ่มหัวงาน ณ ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนา นิคม จังหวัดลพบุรีทอดยาวไปถึง ตำบลวังม่วง อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ตัวเขื่อนมีลักษณะเป็นเขื่อนดิน แกนดินเหนียว ความยาวประมาณ 4,860 เมตร ระดับกักเก็บน้ำสูงสุดที่ +43 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ปริมาณ กักเก็บ 960 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจำนวน 105,300 ไร่ อยู่ ในเขต 2 จังหวัด รวม 4 อำเภอ 15 ตำบล 65 หมู่บ้าน ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ประมาณ 7,700 ครอบครัว แต่เขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสักมีประโยชน์อย่างมากต่อ ส่วนรวม คือเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคของชุมชนต่าง ๆ ในเขตจังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรีเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ชลประทานที่จะเกิดขึ้น ใหม่ในเขตสองจังหวัดดังกล่าว 135,500 ไร่เป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่โครง การชลประทานเดิมในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างเนื้อที่ประมาณ 2,200,000 ไร่เป็นแหล่งน้ำช่วยเสริมเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคของประชาชน ในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งยังช่วยป้องกันอุทกภัย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกด้วยถึงแม้ว่าการก่อสร้าง เขื่อนได้ส่งผลกระทบต่อราษฎรในจังหวัดลพบุรี และสระบุรี
 แต่หากเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่ชาติจะได้รับนั้น นับว่าผลประโยชน์มหาศาล มากอย่างไรก็ตามราษฎรที่ได้รับผลกระทบ ทางราชการได้อพยพ ให้ไปอยู่ ณ ที่จัดไว้ให้ ส่วนราษฎรที่ประสงค์จะไปอยู่ใหม่ยังที่ที่ตนต้องการ  ทุกครอบครัวต่างได้รับค่าชดเชยพิเศษจากทางราชการอย่างสูงสุดและครบถ้วน ภาพแห่งความหวังค่อยๆปรากฎให้เห็นเด่นชัดขึ้นที่ละน้อย จากผืน
ดินอันว่างเปล่ากลายมาเป็นผืนน้ำแห่งความหวังของมวลหมู่ประชากรแถบลุ่มน้ำ ป่าสักและเจ้าพระยาตอนล่างเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2541 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานประกอบพิธีปิดประตูเขื่อนเพื่อเริ่มเก็บกักน้ำ  นับจากนั้นเป็นต้นมาปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มเขื่อนแลดู  สวยงาม เมื่อยามผืนน้ำต้องแสงอาทิตย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาฯพระราชทานชื่อเขื่อนว่า “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” 
เนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวา คม 2542 การเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ได้กำหนดให้เป็นพระ ราชพิธีหนึ่ง เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรง เจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษาโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จ พระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนารถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ  ไปทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิในวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน 2542 นับจากนี้ไป ปัญหาความแห้งแล้ง และอุทกภัยในแถบลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำเจ้าพระยาบางส่วน  ได้ถูกแก้ไขแล้ว รอยยิ้มเปี่ยมสุขของมวลหมู่ราษฎร ที่ดำเนินวิถีชีวิต แถบจังหวัด ลพบุรี สระบุรี อยุธยา ปทุมธานี และใกล้เคียง จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง น้ำเพื่อการเกษตรจะมีอย่างพอเพียงอาชีพประมงที่จะเกิดขึ้นใหม่ รวม ทั้งการจำหน่ายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวที่มาชมความงามของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แห่งนี้ ก็เกิดขึ้นตามมาด้วย ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลและพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงแก้ไข ความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับพสกนิกรของพระองค์ เพื่อความสุขของแผ่นดิน ตราบนิรันดร์ “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ “เพื่อประโยชน์ของคนไทยทั่วประเทศ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันพัฒนาการชลประทาน http://kromchol.rid.go.th 
      เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งอยู่ ณ บ้านหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งแม่น้ำป่าสักมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ในจำนวน 25 ลุ่มน้ำของประเทศไทย เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 14,520 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะของลุ่มน้ำแคบเรียวยาว แหล่งต้นน้ำอยู่จังหวัดเลย ลำน้ำมีความยาว 513 กิโลเมตร ไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี และมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 ให้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสักอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูก และ บรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นประจำในลุ่มน้ำป่าสัก เป็นผลสืบเนื่องมายังเขตกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑลด้วย ซึ่งนำความเดือนร้อนมาให้ราษฎร์เกือบทุกปี ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส  เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทานว่า หากเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปัจจุบัน ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนได้ จะต้องก่อสร้างเขื่อน 2 แห่ง ที่แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำนครนายก ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินการ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 โครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2537 - 2542 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานนามเขื่อนนี้ว่า "เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์" อันหมายถึง "เขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ" เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ได้เริ่มเก็บกักน้ำครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบดีราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธี  เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีลักษณะเป็นเขื่อนดิน แกนดินเหนียว ความยาวประมาณ 4,860 เมตร ระดับกักเก็บน้ำสูงสุดที่ +43.00 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ปริมาณกักเก็บน้ำ 960 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีอาคารระบายน้ำ 3 แห่ง คือ

- อาคารระบายน้ำล้น ระบายน้ำได้สูงสุดวินาทีละ 3,900 ลูกบาศก์เมตร
- อาคารท่อระบายน้ำลงลำน้ำเดิม ระบายน้ำได้สูงสุดวินาทีละ 80 ลูกบาศก์เมตร
- อาคารท่อระบายน้ำฉุกเฉิน ระบายน้ำได้สูงสุดวินาทีละ 65 ลูกบาศก์เมตร
      การก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 23,36 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้าง ด้านชลประทาน 7,831 ล้านบาท งบประมาณแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม 15,505 ล้านบาท โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และงานอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบเสร็จสมบูรณ์และ เพื่อเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติในวาระที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
ประโยชน์ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
- เป็นแหล่งน้ำเพื่อ อุปโภค ของชุมชนในเขตจังหวัด ลพบุรี - สระบุรี
- เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ชลประทานที่เกิดใหม่ในเขตจังหวัดลพบุรี-สระบุรี
- ช่วยป้องกันอุทกภัยในเขตพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ในเขตจังหวัดลพบุรี-สระบุรี และ ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลด้วย
- เป็นแหล่งเพาะพันธ์ปลา และเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่
- เป็นแหล่งน้ำเสริม เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในเขตกรุงเทพฯ
- เป็นแหล่งท่องเที่ยว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://lopburi.police.go.th 
ลักษณะของลุ่มน้ำป่าสักแม่น้ำป่าสักเป็นแม่น้ำสาขาที่สำคัญสายหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ต้นน้ำเริ่มที่  อ.ด่านซ้าย  จังหวัดเลย  ไหลผ่าน จังหวัดเพชรบูรณ์ ,ลพบุรี,สระบุรี,และบรรจบกับแม่น้ำ เจ้าพระยาที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมความยาว 513 กิโลเมตร มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 14,520 ตารางกิโลเมตร
ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในแต่ละปี 2,400ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม
ข้อมูลเฉพาะimg003
1. ลักษณะทั่วไป  เขื่อนดินเหนียวกั้นแม่น้ำป่าสัก  พื้นที่เหนือเขื่อนเป็นอ่างเก็บน้ำ
2. เขื่อนป่าสักชลสิทธ์    -  ที่ตั้ง  บ้านแก่งเสือเต้น  ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม  จังหวัดลพบุรี
และบ้านคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี พิกัด 47 PQS222 – 443
ระวาง 5238 IV
    -  ลักษณะ   เขื่อนดินมีแกนดินเหนียว
    -  ความยาว  4,860  เมตร
    - ระดับสันเขื่อน +46.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง
    - เก็บกักน้ำ  สูงสุดที่ + 43.0 เมตร รทก.ความจุ 960 ล้านลูกบาศก์เมตร
    - อาคารประกอบ  1.  อาคารระบายน้ำล้นเป็นประตูระบายน้ำคอนกรีตเสริม
เหล็ก 7 ช่อง ระบายน้ำได้สูงสุด 3,900  ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
3.  ท่อระบายน้ำลงพื้นลำน้ำเดิมเป็นท่อคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.0 เมตร สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
4. ท่อระบายน้ำฉุกเฉิน  เป็นบ่อคอนกรีตเสริ้มเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.0 เมตร สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 65 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีpasakn5
คันกั้นน้ำ  มี 2 แห่ง คือ (1) คันกั้นน้ำท่าหลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าหลวงอำเภอท่าหลวง  จังหวัดลพบุรี  ยาว 1,716 เมตร
                                      (2) คันกั้นน้ำโคกสลุง  ตั้งอยู่ที่ตำบลโคกสลุง  อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ยาว 4,120 เมตร
5.  อ่างเก็บน้ำ
    - ที่ตั้ง  ตลอดคลุมบริเวณพื้นที่  2 ฝั่งแม่น้ำป่าสัก ในเขตอำเภอชัยบาดาล
อำเภอท่าหลวง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี  และอำเภอวังม่วงจังหวัดสระบุรี
    - พื้นที่  114,119 ไร่ หรือ 45,650 เอเคอร์
    - เก็บกักน้ำ  สูงสุดที่  +43.0  เมตร รกท.   ความจุ  960  ล้านลูกบาศก์เมตร
ต่ำสุดที่   +21.50  เมตร รกท.  ความจุ    2 ล้านลูกบาศก์เมตร
งบลงทุน1)  งานก่อสร้างด้านชลประทาน                      งบประมาณ             5,098.5173   ล้านบาท
     1.1  เขื่อนหัวงานและอาคารประกอบ                 "                      2,656.0000   ล้านบาท
     1.2 ระบบชลประทาน                                       "                      1,267.5173   ล้านบาท
     1.3 ก่อสร้างส่วนประกอบอื่น                             "                      1,175.0000   ล้านบาท
2) งานแก้ไขและพัฒนาสิ่งแวดล้อม                         "                      14,132.2750  ล้านบาท
     2.1 แผนกการประชาสัมพันธ์                             "                         5.5690  ล้านบาท
     2.2 แผนกการจ่ายค่าทดแทนทรัพย์สิน                "                         8,520.7900  ล้านบาท
     2.3 แผนการจัดตั้งถิ่นฐานใหม่                            "                         3,284.0000   ล้านบาท
      และการพัฒนาส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎร
     2.4  แผนการป้องกันแก้ไขและพัฒนา                  "                         2,224.0280 ล้านบาท
            เส้นทางคมนาคม
            - รถไฟ                                                       "                         2,169.0280  ล้านบาท
            - ทางหลวง                                                "                       55.0000  ล้านบาท
     2.5  แผนการแก้ไขและพัฒนา                    งบประมาณ               97,8880  ล้านบาท
            สิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ
            2.5.1    แผนงานด้านโบราณคดี                  "                       8.0000  ล้านบาท
            2.5.2    แผนนำไม้ออกและแผ้วถางป่า          "                    36.6360  ล้านบาท
            2.5.3   แผนการอพยพและอนุรักษ์สัตว์ป่า     "                      9.7520  ล้านบาท
            2.5.4   แผนงานด้านทรัพยากรแร่                "                      0.2000 ล้านบาท
            2.5.5   แผนการควบคุมคุณภาพน้ำ              "                    14.2000  ล้านบาท
            2.5.6   แผนการเตรียมการด้าน                    "                    19.5000  ล้านบาท
                        สาธารณสุข
            2.5.7   การติดตามและประเมินผล               "                       9.6000  ล้านบาท
                       รวมทั้งสิ้น                                                              19,230.7900  ล้านบาท

pasakn1 pasakn3pasakn2

ประโยชน์
         1. เป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภค -  บริโภค  ของชุมชนต่าง ๆ ในเขตจังหวัดลพบุรีและ จังหวัดสระบุรี  (ลำนารายณ์  พัฒนานิคม  วังม่วง  แก่งคอย  และชุมชนขนาดย่อมใกล้เคียง)
          2. เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรสำหรับพื้นที่ชลประทานที่จะเกิดขึ้นใหม่  ในเขตจังหวัดลพบุรี และสระบุรี  135,500 ไร่ (แก่งคอย – บ้านหมอ 80,000 ไร่  , พัฒนานิคม  35,500 ไร่ และพัฒนานิคม – แก่งคอย 20,000 ไร่)
          3. เป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่โครงการชลประทานเกิดในทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง เนื้อที่ประมาณ  2,200,000 ไร่ ทำให้ลดการใช ้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา นำน้ำจากแม่น้ำป่าสักไปใช้ในแถบจังหวัดลพบุรีและสระบุรีโดยตรง
          4. ช่วยป้องกันอุทกภัยให้พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรี และยังมีผลช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลด้วย
          5. เป็นแหล่งน้ำช่วยเสริมเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค – บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร
          6. เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดลพบุรี  และสระบุรี
          7. อ่างเก็บน้ำที่เกิดขึ้นจะเป็นแห่ลงเพราะพันธุ์ปลาและเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่
          8. ช่วยการคมนาคมทางน้ำในแม่น้ำป่าสักตอนล่างและการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย
          9. เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

เขื่อนศรีนครินทร์




เขื่อนศรีนครินทร์ (ชื่อเดิม เขื่อนเจ้าเณร) เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง สร้างขึ้น บนแม่น้ำแควใหญ่ บริเวณบ้านเจ้าเณร ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี นับเป็น เขื่อนแห่งที่ 8 ในจำนวน 17 แห่ง ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างขึ้นเพื่อ อำนวยประโยชน์ทางด้านต่างๆ ตลอดจนช่วยพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ของราษฎร และส่งเสริมให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม
เขื่อนศรีนครินทร์ก่อกำเนิดขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และสถานที่พักผ่อนที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี แต่ละปีจะมีนักทัศนาจรหลั่งไหลเข้าไปเที่ยวชมอย่างมากมาย นับเป็นสถานที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง


เขื่อนศรีนครินทร์ (ชื่อเดิม เขื่อนเจ้าเณร) เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง สร้างขึ้น บนแม่น้ำแควใหญ่ บริเวณบ้านเจ้าเณร ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี นับเป็น เขื่อนแห่งที่ 8 ในจำนวน 17 แห่ง ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างขึ้นเพื่อ อำนวยประโยชน์ทางด้านต่างๆ ตลอดจนช่วยพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ของราษฎร และส่งเสริมให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม
เขื่อนศรีนครินทร์ก่อกำเนิดขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และสถานที่พักผ่อนที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี แต่ละปีจะมีนักทัศนาจรหลั่งไหลเข้าไปเที่ยวชมอย่างมากมาย นับเป็นสถานที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง

วังตะไคร้,นครนายก


วังตะไคร้,นครนายก
 
ตั้งอยู่ที่ตำบลหินตั้ง ใกล้กับน้ำตกนางรองอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 3049 วังตะไคร้เป็นของกรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิ์พินิจ และหม่อมราชวงศ์หญิงพันธุ์ทิพย์บริพัตร เป็นอุทยานที่ได้รับการตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ในเนื้อที่ 1,500 ไร่ มีถนนให้นำรถยนต์เข้าชมในบริเวณได้ เปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วไปทั้งประเภทเช้าไปเย็นกลับ และประเภทค้างแรม โดยคิดค่าผ่านประตูดังนี้ นักท่องเที่ยวเดินเท้า คนละ 20 บาท รถยนต์ รถกระบะ รถตู้ รถสองแถว คันละ 200 บาท (ผู้โดยสารไม่เกิน 4 คน) มากกว่า 4 คน คิดเพิ่มตามจำนวนคนๆ ละ 20 บาท รถบัส คนละ 20 บาท
 

หาดชะอำ

หาดชะอำ

หาดชะอำ อยู่ห่างจากตัวเมือง 41 กิโลเมตร มีทางแยก ซ้ายเข้าชายหาด ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นชายหาด
ที่สวยงามและมีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี เดิมชะอําเป็นเพียง ตําบลหนึ่งขึ้นอยู่กับอําเภอหนองจอก แต่ภายหลังที่หัวหินมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว และที่ดินแถบชายทะเลถูกจับจองหมด พวกเจ้านายชั้นผู้ใหญ่สมัยนั้นจึงพยายามหาสถานที่พักผ่อนแห่งใหม่ โดยการนําของ สมเด็จกรมพระยานราธิปประพันธ์พงศ์ และได้พบว่าหาดชะอําเป็นชายหาดที่สวยงามไม่แพ้หัวหิน ชะอําจึงเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นมา ชะอําได้รับการพัฒนาเจริญเติบโตขึ้น และยกฐานะเป็นอําเภอจนปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยจัดขบวนการรถไฟพิเศษ นําเที่ยวกรุงเทพฯ-ชะอํา ทุกวันหยุด รายละเอียดติดต่อ หน่วยบริการเดินทาง โทร. 223-7010, 223-7020